All posts by prachan

กว่าจะเป็นผ้าไหมไทย

กว่าจะเป็นผ้าไหมไทยที่สวยงาม

IMG_5650

ผ้า หนึ่งผืนใช่มีเพียงความงามที่ปรากฏสู่สายตาเท่านั้น ยังรมีเรื่องาวความเป็นมาที่น่าสนใจให้เราได้เรียนรู้ ภูมิปัญญาชาวบ้านที่คิดค้นกรรมวิธีอย่างน่าอัศจรรย์ใจ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นวิถีที่มีมายาวนานกว่า 3,000 ปี โดยการพบหลักฐานจากเศษผ้าที่ติดอยู่กับกำไลสำริดของมนุษย์ยุคก่อนประวัติ ศาสตร์ที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ชาวอีสานปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สาวไหมและทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน วิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวภาคอีสาน สาวเรื่องราวไปถึงที่มาของเส้นไหมเส้นใยธรรมชาติที่กลายมาเป็นผืนผ้าอัน วิจิตรงดงาม

                “กว่าจะได้ผ้าไหมผืนงามนั้น  ต้องผ่านกรรมวิธีที่พิถีพิถันทุกขั้นตอน”

IMG_5681

               เริ่ม ต้นจากการปลูกต้นหม่อน ดูแลรักษาให้ได้ใบหม่อนที่มีคุณภาพดี ช่วงเวลาและตำแหน่งการเก็บเกี่ยวใบนั้นสำคัญยิ่งนัก แต่ละใบก็มีความเหมาะสมสำหรับตัวไหมในแต่ละช่วงวัย ในส่วนของการเลี้ยงไหม กระด้งเป็นภาชนะในการเลี้ยงหนอนไหมในระยะฟักตัว วงจรชีวิตหนอนไหมจะอยู่ในกระด้งมีหน้าที่กินใบหม่อน เมื่อย่างเข้าสู่ไหมวัยแก่ จากนั้นจะหยุดกินใบหม่อน เราเรียกช่วงเวลานี้ว่า ไหมสุก”  ลำตัวหนอนไหมจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองใส

               ถึง ระยะนี้จะต้องโยกย้ายตัวไหมไปไว้ในจ่อกระด้ง ถึงเวลาแล้วหนอนไหมจะสร้างรังโดยการพ่นเส้นใยรอบตัวถักทอห่อหุ้มตัวเอง เป็นทรงวงรีหนอนด้านในจะพัฒนากลายเป็นดักแด้ ถึงเวลาคัดแยกรังไหมไปสู่กระบวนการสาวเส้นไหม การที่จะได้เส้นไหมที่คุณภาพดีนั้น ต้องพิถีพิถันคัดเลือกรังไหมที่สมบูรณ์ ไม่มีรู ไม่บวม ไม่บุบ ไม่เกิดเชื้อรา ไม่ด้าน ฯลฯ เพื่อให้ได้เส้นไหมที่กลมมีขนาดสม่ำเสมอทั้งเส้น กระบวนการการดึงเส้นไหมออกจากรังไหมด้วยโปรงสราวกับไม้คืบ โดยความร้อนจากน้ำร้อนจะทำให้เปลือกรังอ่อนตัวลง จนสามารถดึงเส้นใยออกมาได้ ลักษณะคล้ายเส้นด้าย เพื่อเส้นไหมที่สาวเรียงระเบียบจึงต้องผ่านวิธีการกรอ และการทำไจไหม เพื่อนำเส้นไหมที่ได้มาย้อมสี สีจากธรรมชาติจะได้ผลลัพธ์ที่ดีสวยติดทนนาน เช่น สีแดงจากคลั่ง สีน้ำเงินจากคราม สีเหลืองจากเปลือกไม้ เป็นต้น เมื่อย้อมจนได้สีที่ต้องการก็นำมาทอไหมด้วยกี่เป็นเครื่องมือทอผ้าไหม ทอจนกลายเป็นผ้าไหมผืนงาม

Twitter icon

ความเป็นมาของผ้าไหมไทย

0002
ความเป็นมาของผ้าไหม

ผ้าไหมมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและประเทศอินเดีย การทอผ้าไหมมีขึ้นราว 2,640 ปี ก่อนคริสตกาล พ่อค้าชาวจีนได้เผยแพร่ผ้าไหมสู่พื้นที่อื่นในแถบเอเชีย สำหรับประเทศไทย นักโบราณคดีพบหลักฐานที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงเมื่อ 3,000 ปีก่อน

การทอผ้าไหมในประเทศไทยในอดีตมีการทำกันในครัวเรือนเพื่อใช้เอง หรือทำขึ้นเพื่อใช้ในงานพิธี เช่น งานบุญ งานแต่งงาน ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 5) ได้ส่งเสริมให้ใช้ผ้าไหม ส่วนการปลูกหม่อนเพื่อเลี้ยงไหมได้รับการสนับสนุนจากประะเทศญี่ปุ่น แต่การดำเนินงานของโครงการก็ทำได้เพียงระยะหนึ่งมีอันต้องหยุดไป เนื่องจากเกษตรกรไทยยังคงทำในลักษณะแบบเดิมเพราะความเคยชิน ไม่ตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่แบบใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจากความช่วยเหลือของญี่ปุ่น

หลังสงครามโลกครั้งที่สองได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของผ้าไหมไทยขึ้น โดย เจมส์ แฮร์ริสัน วิสสัน ทอมป์สัน ชาวสหรัฐอเมริกาหรือที่คนไทยรู้จักในนามว่า จิม ทอมป์สัน ซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความสนใจผลงานด้านศิลปะ ในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย รวมทั้งลาว และเขมร จิม ทอมป์สัน ได้ซื้อผ้าไหมไทยลวดลายต่างๆ เก็บสะสมไว้ และทำการศึกษาลวดลายผ้าไหมในหมู่บ้านที่เป็นแหล่งการผลิตผ้าไหม พร้อมกับเสาะแสวงหาช่างทอผ้าไหมฝีมือดี ในที่สุดได้พบช่างมีฝีมือถูกใจที่กรุงเทพมหานคร บริเวณชุมชนบ้านครัว (หลังโรงแรมเอเชีย เขตราชเทวีในปัจจุบัน)

ชุมชนแห่งนี้เดิมเป็นชาวมุสลิมเชื้อสายเขมร อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ตั้งแต่ตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีความชำนาญในการทอผ้าไหม ซึ่ง จิม ทอมป์สัน ได้เข้ามาสนับสนุนให้ชาวบ้านในชุมชนทอผ้าไหม สามารถสร้างรายให้ชาวบ้านมากขึ้น หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงผ้าไหมไทยโดยใช้หลักการตลาด การผลิต เพื่อขยายตลาด และทำการบุกเบิกผ้าไหมของไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และแพร่เข้าสู่วงการภาพยนตร์ของชาติตะวันตก และ ละครบรอดเวย์

ในปี .. 2502 นักออกแบบชาวฝรั่งเศสได้ใช้ผ้าไหมไทยทำการออกแบบและตัดเย็บฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ครั้งเสด็จเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ถือได้ว่าเป็นการเปิดโอกาสผ้าไหมของไทยสู่ตลาดต่างประเทศ

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2

การดูแลรักษาผ้าไหม

0005
การดูแลรักษาผ้าไหม

คนไทยหันมานิยมใช้ผ้าไหมกันมาก แต่บางคนก็ยังกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่ยอมซื้อผ้าไหมมาใช้เพราะเห็นว่าเป็นของแพงที่มีความสวยงาม ประณีต เกรงกันว่าจะรักษาให้ดีและสวยงามตลอดไปยาก ทั้งที่จริงแล้วการดูแลรักษาผ้าไหมไมใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย หากผู้ใช้รู้จักให้ความสนใจในความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับการขจัดรอยเปื้อนบนผ้าไหมและวิธีการรักษาให้สวยงามคงทนตลอดไป

เริ่มกันตั้งแต่การขจัดรอยเปื้อนบนผ้าไหมที่เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น คราบสีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลแก่ที่เกิดจากการเก็บผ้าไว้นาน หากใช้ผงซักฟอกแล้วยังไม่ดีขึ้น ก็ต้องใช้โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซต์ จะทำให้ผ้าไหมไม่เสีย
รอยเปื้อนที่เกิดจากคราบเบียร์ที่ถุกปล่อยทิ้งไว้นาน ควรใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือ โซเดียมคาบอเรต
รอยเปื้อนที่เกิดจากเลือด ให้ใช้กรดออกซาลิก หรือถ้าต้องการให้ขาวยิ่งขึ้น ก็ใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์
รอยเปื้อนที่เกิดจากไอโอดีน ใช้สารละลายโซเดียมไธโอซัลเฟตความเข้มข้น 10 % ถูหรือแปรงเบา ๆ ตรงรอยเปื้อนแล้วล้างให้สะอาด
รอยเปื้อนจากคราบสนิม ใช้กรดออกซาลิกเจือจางที่อุ่นหรือสารที่เป็นสารขจัดสนิม ( ควรล้างอย่างระมัดระวัง )
ส่วนรอยเปื้อนจากลิปสติกและแป้งรองพื้นให้แต้มด้วยน้ำยาลบหมึกพิมพ์ และล้างด้วยตัวทำลายที่ระเหยง่าย หรือน้ำยาซักแห้ง ถ้ายังมีคราบเหลืองหลงเหลืออยู่ ควรใช้สารละลายเจือจางของโพตัสเซียมไดโครเมต แล้วตามด้วยสารละลายโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ที่อุ่น และกรดออกซาลิกที่อุ่น

เมื่อรู้จักวิธีขจัดรอยเปื้อนต่าง ๆ แล้ว ต้องรู้อีกว่าทุกครั้งควรซักผ้าไหมนั้นให้สะอาด อย่าไปหวงน้ำ เดี๋ยวจะทำให้สารที่ตกค้างอยู่ไปออกฤทธิ์ทำลายเส้นไหมให้เสียหายได้และ ก่อนจะใช้สารตัวใดกับผ้าไหมควรทดสอบโดยหยดสารนั้นลงบนบริเวณตะเข็บด้านในดูว่าทำให้ผ้าไหมเปลี่ยนสีหรือไม่ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแสดงว่า สารตัวนั้นใช้ได้

เริ่มตั้งแต่การซัก ควรใช้สบู่หรือสารซักฟอกที่มีสภาพเป็นกลางหรือมีความเป็นด่างน้อย ไม่ควรขยี้หรือขัดถูผ้าไหมแรง ๆ แต่ควรซักด้วยการแกว่งหรือสลัดเบา ๆ ในน้ำจนสะอาด แล้วจึงค่อย ๆ บีบเอาน้ำออกจนผ้าหมาด แต่อย่าบิดผ้าไหม และอย่าซักโดยใช้เครื่องซักผ้า

เวลาตากให้ตากไว้ในที่ร่ม ไม่ควรแขวนผ้าไหมไว้กลางแดดหรือแขวนไว้ใกล้แหล่งกำเนิดรังสี ถ้าต้องการให้ผ้าไหมแห้งเร็วก็ให้เป่าแห้งโดยใช้พัดลม ไม่ควรทำให้แห้งโดยใช้เครื่องปั่นผ้า เพราะจะทำให้เกิดรอยยับมาก ซึ่งจะทำให้รีดลำบากและไม่ควรปล่อยให้ผ้าแห้งเองโดยใช้เวลานาน ๆ อาจทำให้เกิดรอยด่างเป็นจุด ๆ จากรอยแห้งของหยดน้ำ

ส่วนการรีด ก็ควรรีดขณะผ้ายังหมาดอยู่ แต่ในกรณีที่ผ้าแห้งแล้ว ให้พรมน้ำลงบนผ้าจนผ้าชื้นทั่วทั้งผืน ควรใช้อุณหภูมิในการรีดไม่เกิน 145 องศาเซลเซียส และรีดด้านในของผ้า หรืออาจจะใช้ผ้าบาง ๆ ชุบน้ำยาหมาด ๆ ปูลงด้านนอกของผ้า หรืออาจจะใช้ผ้าบาง ๆ ชุบน้ำยาหมาด ๆ ปูลงด้านนอกของผ้า แล้วจึงรีดทับบนผ้าบางนั้น จะทำให้ได้ผ้าไหมที่มีความเรียบและสวยงาม แต่ถ้ารีดผ้าไหมขณะยังเปียกและใช้ความร้อนสูงเกิน จะทำให้ผ้าไหมมีความกระด้างไม่น่าสัมผัส

ผ้าไหมที่ซื้อมาใหม่
สำหรับผ้าไหมที่ซื้อมาใหม่นั้น ควรจะนำไปแช่น้ำหรืออบไอน้ำ เพื่อให้เนื้อผ้ามีความอยู่ตัวก่อนที่จะนำไปตัด ซึ่งขั้นตอนสำหรับการดูแลรักษาผ้าไหม มีอยู่ 3 ขั้นตอน ดังนี้

1. ขั้นตอนการซัก การทำความสะอาดผ้าไหมให้ดูใหม่อยู่เสมอ ควรซักด้วยน้ำยาซักแห้งชนิดอ่อน ถ้าเป็นน้ำยาซักแห้งที่ทำมาสำหรับผ้าไหมโดยเฉพาะก็จะดีมาก แต่ไม่แนะนำให้ซักผ้าไหมด้วยเครื่องซักผ้า เพราะจะทำให้ผ้าไหมยับมากและรีดยาก ควรซักผ้าไหมด้วยมือด้วยความนุ่มนวลและไม่ขยี้หรือบิดผ้าแรง ๆ เพราะจะทำให้ผ้าเสียทรง หากนำผ้าไหมลงน้ำแล้วไม่ควรแช่ไว้นาน โดยเฉพาะผ้าสีสด เช่น สีม่วง สีชมพูสด สีบานเย็น และโดยเฉพาะผ้าโทนสีเข้ม ๆ หลังจากซักเสร็จแล้วควรสลัดผ้าไหมให้คลายตัวและไม่ย่นก่อนนำตาก เมื่อผ้าแห้งจะทำให้รีดได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้ผ้าไหมไม่เสียทรงและยับง่าย

2. ขั้นตอนการตาก ขั้นตอนของการตากนั้น หลังจากทำการซักเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ควรสลัดผ้าเพื่อให้ผ้าคลายตัวแล้วนำไปตากในที่ร่ม หรือที่ที่มีแสงแดดอ่อน ๆ ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ที่สำคัญพยายามเลี่ยงในบริเวณที่แดดจัด ๆ เพราะจะทำให้สีผ้าไหมซีดได้

3. ขั้นตอนการรีด ขั้นตอนในการรีดนั้น ก่อนรีดให้ฉีดพรมน้ำยารีดผ้าไหมให้ทั่ว และรีดด้วยความระมัดระวัง โดยใช้ความร้อนที่เตารีดแต่ละชนิดกำหนดไว้ แต่สำหรับผ้าไหมพิมพ์ลายให้ลดความร้อนลงจากปกติประมาณ 1 – 2 ระดับ ถ้าผ้าไหมยับมากก่อนรีดควรฉีดพรมน้ำยาให้ทั่ว แล้วพับใส่ถุงพลาสติก นำไปแช่ในช่องเข็งในตูเย็นประมาณ 10 – 15 นาที แล้วจึงนำออกมารีด จะทำให้รีดผ้าไหมได้ง่ายและเรียบยิ่งขึ้น

ประเภทของผ้าไหม

0006

ประเภทไหมไทย

          ผ้าไหมไทยนับเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน มีความหลากหลายทั้งรูปแบบ ลวดลาย และสีสันแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ตามความเชื่อและประเพณีวัฒนธรรมในพื้นถิ่น โดยกรรมวิธีทำให้เกิดลวดลายในผ้าไหมไทยแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ลวดลายจากกรรมวิธีการทอ เช่น จก ยก ขิด ขัด ลวดลายจากกรรมวิธีการเตรียมลวดลายเส้นด้ายก่อนทอ เช่น การมัดหมี่ และลวดลายจากกรรมวิธีการทำลวดลายหลังจากเป็นผืนผ้า เช่น การย้อม การมัดย้อม อย่างไรก็ตามหากเราจำแนกผ้าไหมไทยตามกรรมวิธีเทคนิคการทอสามารถจำแนกได้โดยสังเขป ดังนี้
1.
การทอขัด
2.
มัดหมี่
3.
จก
4.
ขิด
5.
ยก
6.
การควบเส้น

1. การทอขัด

กว่าจะเป็นผ้าไหม_1.การทอขัด

          การทอขัด เป็นวิธีการเบื้องต้นของการทอผ้าทุกชนิด คือมีเส้นพุ่งและเส้นยืนซึ่งอาจเป็นเส้นเดียวกันหรือต่างสีกัน ซึ่งจะทำให้เกิดลวดลายในเนื้อผ้าต่างกัน เช่น การทอเส้นยืนสลับสีก็จะเกิดผ้าลายริ้วทางยาว หรือถ้าทอเส้นพุ่งสลับสีก็จะได้ผ้าลายขวาง การทอเส้นยืนและเส้นพุ่งสลับสีก็จะได้ลายตาราง เป็นต้น ผ้าไหมที่ใช้เทคนิคการทอขัด เรียงตามความหนาของเนื้อผ้า เช่น

ผ้าไหมหนึ่งเส้น หมายถึง ผ้าไหมที่ขัดด้วยเส้นยืนและเส้นพุ่งเพียงเส้นเดียวไม่ได้มีการควบเส้นใยเพิ่มเข้าไป
ผ้าไหมสองเส้น หมายถึง ผ้าไหมที่ทอขัดด้วยเส้นยืนเส้นเดียว ส่วนเส้นพุ่งจะมีการควบเส้นไหมเพิ่มเป็นสองเส้น เนื้อผ้าจะมีความหนามากกว่าผ้าไหมหนึ่งเส้น
ผ้าไหมสี่เส้น หมายถึง ผ้าไหมที่ทอขัดด้วยเส้นยืนเส้นเดียว ส่วนเส้นพุ่งจะมีการควบเพิ่มเป็นสี่เส้น จะได้ผ้าเนื้อหนา
นอกจากนี้การทอผ้าไหมที่หนามากกว่าสี่เส้นขึ้นไป อาจทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เส้นยืนเพียงเส้นเดียว หรืออาจใช้เส้นพุ่งมากกว่าสี่เส้นก็ได้ ขึ้นกับวัตถุประสงค์และประโยชน์ใช้สอย
ผ้าทอลายขัดที่เป็นเอกลักษณ์ในกลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ ได้แก่ ซิ่นก่าน ซิ่นทิว ซิ่นลายแตงโม ผ้าขาวม้า ผ้าสะมอ ผ้าตาสมุก (ผ้าลายเกล็ดเต่า) ผ้าลายเมล็ดงา เป็นต้น

2. มัดหมี่

          มัดหมี่ เป็นศิลปะการทอผ้าที่เกิดจากการมัดเส้นด้ายหรือเส้นไหม ผูกให้เป็นลวดลายเป็นเปลาะๆ แล้วนำไปย้อมสี ลวดลายที่เกิดขึ้นเกิดจากการซึมของสีไปตามส่วนของเส้นไหมหรือเส้นด้ายที่เว้นไว้ไม่ถูกมัดขณะย้อม เมื่อย้อมสีแล้วแกะเชือกออกจะเกิดเป็นลวดลายตามช่องของการมัดส้นเชือก ดังนั้นหากต้องการมัดหมี่หลายสีก็ต้องทำการมัดย้อมสีหรือเรียก โอบหมี่ โดยมัดเส้นเชือกบริเวณส่วนที่ย้อมแล้วเพื่อรักษาสีที่ย้อมครั้งแรกในบริเวณที่ไม่ต้องการย้อมทับสีใหม่ แล้วนำมาย้อมสีทับหลายครั้งเพื่อให้ได้ลวดลายสีสันตามต้องการ ลักษณะเฉพาะของผ้ามัดหมี่อยู่ที่รอยซึมของสีที่วิ่งตามบริเวณของลวดลายที่ถูกมัด ถึงแม้จะใช้ความแม่นยำในการทอมากเพียงไรก็จะเกิดลักษณะความเลื่อมล้ำของสีบนเส้นไหมให้เห็นแตกต่างกันไป ดังนั้นการมัดหมี่จึงนับเป็นศิลปะบนผืนผ้าซึ่งยากที่จะลอกเลียนให้เหมือนเดิมได้ในแต่ละผืนผ้า
ลวดลายมัดหมี่ที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ เป็นลวดลายที่มาจากธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียมประเพณี และความเชื่อ เช่น ลายดอกแก้ว ลายต้นสน ลายนาค ลายใบไผ่ ลายโคมห้า ลายขันหมากเป็น (ลายบายศรี) เป็นต้น
การทอผ้าโดยใช้เทคนิคการทอแบบมัดหมี่เพื่อให้เกิดลวดลายบนผืนผ้านั้นมีอยู่เกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
          เทคนิคการทอผ้าแบบมัดหมี่แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
               1.
มัดหมี่เส้นพุ่ง เป็นมัดหมี่ที่มัดย้อมลวดลายเฉพาะเส้นพุ่งเท่านั้น
               2.
มัดหมี่เส้นยืน เป็นมัดหมี่ที่มัดย้อมลวดลายเฉพาะเส้นยืนเท่านั้น
               3.
มัดหมี่ซ้อนหรือมัดหมี่สองทาง เป็นผ้ามัดหมี่ที่มัดย้อมลวดลายทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน
ในประเทศไทยมีการทอผ้ามัดหมี่ทั้ง 3 ประเภทแต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการทอมัดหมี่เส้นพุ่ง

3. ขิด

กว่าจะเป็นผ้าไหม_3.ขิด

          การขิดเป็นภาษาพื้นบ้านของภาคอีสาน หมายถึง สะกิดหรืองัดช้อนขึ้น ดังนั้นการทอ ผ้าขิดจึงหมายถึงกรรมวิธีการทอที่ผู้ทอใช้ไม้ เรียกว่า ไม้เก็บขิดสะกิดหรือช้อนเส้นยืนยกขึ้นเป็นช่วงระยะตามลวดลายตลอดหน้าผ้า แล้วพุ่งกระสวยสอดเส้นพุ่งพิเศษและเส้นพุ่งเข้าไปตลอดแนว ทำให้เกิดเป็นลวดลายยกตัวนูนบนผืนผ้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลวดลายซ้ำๆ ตลอดแนวผ้า โดยสีของลวดลายที่เกิดขึ้นเป็นสีของด้ายพุ่งพิเศษ
          ผ้าขิดมีการทอในหลายพื้นที่ ลวดลาย สีสัน และการใช้งานแตกต่างกันไปตามกลุ่มวัฒนธรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น กลุ่มชาวภูไท ไทลาว และไทกูยหรือส่วยเขมร ในภาคเหนือ เช่น กลุ่มไทยวนและไทลื้อ ในภาคกลาง เช่น กลุ่มไทครั่งหรือลาวครั่ง และในภาคใต้ที่บ้านนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง
          ในชาวอีสานโดยทั่วไป นิยมทอผ้าขิดด้วยฝ้ายเพื่อใช้ทำหมอน โดยลวดลายส่วนใหญ่จะเป็นลายจากธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความเชื่อ เช่น ลายหอปราสาทหรือธรรมาสน์ ลายพญานาค ลายช้าง ลายม้า ลายดอกแก้ว เป็นต้น ลวดลายขิดจะอยู่บริเวณส่วนกลางของตัวหมอน ส่วนหน้าหมอนนั้น นิยมเย็บปิดด้วยผ้าฝ้ายสีแดง
          ในจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ มีการทอทั้งหมอนขิด ขิดหัวซิ่น ขิดตีนซิ่น สไบลายขิด และผ้าขาวม้าไหมเชิงขิด โดยส่วนใหญ่นิยมใช้เส้นไหมทอมากกว่าฝ้าย

4. จก

กว่าจะเป็นผ้าไหม_4.จก

          จก หมายถึง การควัก ขุด คุ้ย ลักษณะการทอผ้าจกจึงเป็นลักษณะของการทอที่ผู้ทอต้องใช้วิธีล้วงดึงเส้นด้ายพุ่งพิเศษขึ้นลงเพื่อสร้างลวดลายจกเป็นเทคนิคการทำลวดลายบนผืนผ้าคล้ายการปักด้วยวิธีการเพิ่มด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปเป็นช่วงๆ ไม่ติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผ้า โดยใช้ไม้หรือขนเม่น หรือนิ้วมือจกเส้นด้ายเส้นยืนยกหรือจกเส้นดายเส้นยืนขึ้น แล้วสอดใส่ด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปเป็นช่วงๆ สลับสีตามต้องการคล้ายกับการปัก
ไปในขณะทอ ซึ่งสามารถออกแบบลวดลายและสีสันของผ้าได้ซับซ้อนและหลากสีสัน ซึ่งแตกต่างจากผ้าขิดที่มีการใช้เส้นพุ่งพิเศษสีเดียวตลอดหน้ากว้างของผืนผ้า
          การทำลวดลายในผ้าจกจะแตกต่างกันออกไปตามประโยชน์ใช้สอย โดยการทอจกในประเทศไทยส่วนใหญ่นิยมทอเป็นตีนซิ่น เพื่อนำไปประกอบกับตัวซิ่นจึงเรียกผ้าที่ทอด้วยเทคนิคจกว่า ผ้าซิ่นตีนจก หรือผ้าเชิงจก จะมีลวดลายที่นิยมอย่างหนึ่งต่างจากลวดลายผ้าจก เพื่อใช้ประโยชน์อื่นๆ เช่น หากทอเพื่อกิจกรรมทางศาสนา เช่น ผ้าคลุ่มศีรษะนาค ผ้าห่อคัมภีร์ ธงในงานบุญต่างๆ จะเป็นลวดลายเกี่ยวกับศาสนาหรือสัตว์ในหิมพานต์
          ผ้าจกในแต่ละท้องถิ่นมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไปทั้งลวดลาย สีสัน และการใช้สอย นอกจากจะทอจกเพื่อตกแต่งผ้าซิ่นแล้ว ยังนิยมทอเป็นหมอน ผ้าห่ม และสไบ

5. ยก

กว่าจะเป็นผ้าไหม_5.ยก

          การทอผ้ายกคือ การเพิ่มลวดลายในเนื้อผ้าให้พิเศษขึ้น โดยใช้เทคนิควิธีเก็บตะกอลอย เช่นเดียวกับขิด โดยยกตะกอเพื่อแยกเส้นด้ายยืนครั้งละกี่เส้นก็ได้ตามลวดลายที่วางไว้แล้ว ให้เส้นด้ายพุ่งผ่านไปเฉพาะเส้น เมื่อทอพุ่งกระสวยไปมาครบคู่ไปกับการยกตะกอจะเกิดเป็นลวดลายนูนขึ้นจากผืนผ้า เนื่องจากการยกเป็นการเพิ่มลวดลายเข้าไปพิเศษจึงสามารถเลาะลายออกทั้งหมดโดยไม่เสียเนื้อผ้า ถ้าทอยกด้วยไหมจะเรียก ยกไหม ถ้าทอยกด้วยเส้นทองจะเรียก ยกทอง ถ้าทอยกด้วยเส้นเงินจะเรียก ยกเงิน
          ในประเทศไทยมีแหล่งที่ทอผ้ายกหลายภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ที่จังหวัดลำพูน มีชื่อเสียงและรู้จักกันในนามผ้ายกดอกเมืองลำพูน เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดร้อยเอ็ด สุรินทร์ ภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่รู้จักกันในนามผ้ายกพุมเรียง นครศรีธรรมราช ที่รู้จักกันในนามผ้ายกเมืองนครศรีธรรมราช สงขลา ที่รู้จักกันในนามผ้าทอนาหมื่นศรี เป็นต้น

6. การควบเส้น

กว่าจะเป็นผ้าไหม_6.การควบเส้น

          การควบเส้นเป็นวิธีสร้างลวดลายและสีเหลื่อมกันของเส้นใยในผืนผ้า โดยใช้เส้นไหมหรือเส้นใยฝ้ายสองสีที่มีน้ำหนักสีอ่อนแก่แตกต่างกันมาปั่นตีเกลียวรวมเป็นเส้นเดียวกัน โดยสี ที่เป็นเอกลักษณ์ในการควบ คือ สีเหลือง นำมาควบกับสีต่างๆ และนำมาใช้เป็นเส้นพุ่งหรือเส้นยืน ในการทอโดยใช้เทคนิคทอขัดแบบธรรมดา โดยผ้าที่ทอจะเป็นผ้าพื้นสีเหลือบเรียกว่า ผ้าหางกระรอก หรือในภาษาอีสานเรียก ผ้ามับไม หรือ ผ้ากะเนียวในภาษาเขมร มีการทอมาก ในจังหวัดที่มีกลุ่มชนเชื้อสายเขมร เช่น สุรินทร์ บุรีรัมย์

          การทอผ้าควบเส้นใช้วิธีการทอทำให้เกิดลวดลายได้ 3 แบบ ได้แก่
1.
ลวดลายหางกระรอกที่พุ่งไปด้านขวา เป็นการทอด้วยเส้นใยที่ตีเกลียวด้านขวา
2.
ลวดลายหางกระรอกที่พุ่งไปด้านซ้าย เป็นการทอด้วยเส้นใยที่ตีเกลียวด้านซ้าย
3.
ลวดลายหางกระรอกที่มีสายพุ่งเป็นหยักแหลม เป็นการใช้กระสวย 2 อัน พุ่งทอย้อนสลับซ้ายขวา

          เทคนิคการควบเส้นในแต่ละท้องถิ่นมีการเรียกชื่อแตกต่างกันไปตามภาคของกลุ่มวัฒนธรรม ได้แก่ กลุ่มภูไท และไทลาว เรียกเทคนิคนี้ว่า เข็น  กลุ่มไทกูยเชื้อสายเขมร และชาวส่วย เรียกเป็นภาษาเขมรว่า กะเนียว กลุ่มไทยวนเรียก ปั่นไก กลุ่มไทพวนเรียกมะลังไมหรือมับไม กลุ่มไทภาคกลาง ภาคใต้ และอีสานทั่วไปเรียกว่า หางกระรอก โดยผ้าที่นิยมทอจากเทคนิคการควบเส้น ได้แก่ ผ้าโสร่งตาตาราง ผ้าขาวม้า ผ้าโจงกระเบน ผ้าซิ่นอันลูนเซียม ซิ่นซิ่ว ซิ่นไก

          นอกจากนี้ยังมีผ้าที่ทอจากการผสมผสานหลายเทคนิค เช่น ผ้ากาบบัว ซึ่งใช้เทคนิคการมัดหมี่ จก ขิด และควบเส้น ผนวกกับลักษณะการทอให้เส้นยืนเป็นริ้ว ทอเป็นผ้าที่รวมเอาเอกลักษณ์อันโดดเด่นของผ้าพื้นเมืองของจังหวัดอุบลราชธานี และเป็นผ้าที่มีชื่อเสียงของจังหวัด ผ้าแพรวา วิธีการทอจะใช้เทคนิคของการจกผสมขิดด้วยลวดลายต่างๆ ในผืนเดียวกัน เป็นต้น

http://qsds.go.th/silkcotton/

ผ้าไหมไทยกับชีวิตประจำวัน

0004

ผ้าไหมไทยกับชีวิตประจำวัน

ราชินีแห่งเส้นใย “ผ้าไหมไทย” ภูมิปัญญาคนไทยที่บอกเล่าเรื่องราวอันดีงามทางวัฒนธรรม มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น ถือได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไทยที่สืบทอดกันมาแต่ช้านาน ลวดลายบนผืนผ้าจะพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ลายดอกไม้ ลายสัตว์ ลายน้ำไหล ลายยอดเจดีย์ประจำแต่ละท้องถิ่น เป็นต้น ลวดลายที่หลากหลายนั้นทุกสิ่งล้วนอยู่รอบตัว นำความงามที่ตาเห็นมาสร้างงานศิลปะบนผ้าไหมอันเงาวาว จะพาคุณให้หลงใหลไปกับมนต์เสน่ห์ของผืนผ้าไหมไทย

ให้ลวดลายที่ทอด้วยใจเป็นสายใยเชื่อมสัมพันธ์ ในปัจจุบันการสวมใส่ผ้าไหมมีให้เห็นในงานพิธีกรรมต่างๆ เพื่อประดับบารมีเสริมสร้างความสง่างามแก่ผู้สวมใส่ ในขณะเดียวกันนั้น คือการรักษาและสืบสานภูมิปัญญาผ้าไหมไทยให้ทั่วโลกได้พึ่งเห็นของดีของชาติไทยเรา เนื้อผ้าไหมที่เกิดจากการปลูกหม่อนเลี้ยงตัวไหม ถักทอกลายเป็นเส้นใยธรรมชาติ มัดย้อมด้วยฝีมือจากภูมิปัญญาของชาวบ้าน เรียนรู้ด้วยประสบการณ์ชีวิต และสืบทอดจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่น จึงทำให้เกิดเป็นผ้าไหมที่มีคุณสมบัติพิเศษ ลื่น มันวาน ยืดหยุ่นได้ดี ให้สีสันสวยงาม และเบาสบายเหมาะแก่อากาศประเทศไทย นอกจากผ้าไหมจะนำไปใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มกายแล้ว ยังมีผ้าคลุมไหล่ หรือแม้แต่เครื่องประดับใช้สอยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า ปลอกหมอน เนคไทสำหรับคุณผู้ชาย และผลิตภัณฑ์อีกหลากหลายชนิดที่เป็นผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมให้ได้เลือกใช้สอย นำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับตัวเองและยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างลงตัว

0004

ถ้าปล่อยให้มรดกไทยที่สืบทอดกันยาวนานจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่นสูญหายไป เพียงเพราะกลัวความล้าสมัย เกรงไม่ตามแฟชั่นสมัยใหม่ อายในความเป็นไทยอยู่ใย เปลี่ยนคำว่าล้าสมัยมาเป็นร่วมสมัย ให้เส้นใยผ้าไหมไทยที่ถูกทอโดยภูมิปัญญาไทยได้สอดแทรกอยู่ในลมหายใจ ค่อยๆซึมซับไปจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

การเลือกซื้อผ้าไหม

0003
การเลือกซื้อผ้าไหมแท้

เนื่องจากผ้าไหมไทยเป็นผ้าที่ทอจากเส้นธรรมชาติ จึงมีวิธีที่พิสูจน์ที่ง่าย เนื่องจากเส้นใยธรรมชาติจะมีความแตกต่างจากเส้นใยสังเคราะห์อยู่มากโดยเฉพาะความโปร่งและความละเอียดของโครงสร้างที่เป็นธรรมชาติ รวมทั้งน้ำหนักจะเบากว่าผ้าในปริมาตรเท่า ๆ กัน

ขั้นตอนที่ 1
สังเกตโดยรวม ถ้าเป็นไหมเนื้อละเอียดจะทอจากไหมเส้นเล็กซึ่งมีความเงางามและอาจมีขี้ไหมหรือปมไหมอยู่บ้างแต่ไม่มาก ซึ่งเป็นธรรมชาติแท้ ๆ ของไหม ส่วนผ้าไหมเนื้อหยาบจะมีความเงาน้อยลงมาก แต่มีขี้ไหมอยู่ทั่วทั้งผืนเป็นเอกลักษณ์ แต่ทั้งความเงาและขี้ไหมในปัจจุบันนี้ สามารถเลียนแบบให้ใกล้เคียงได้มีเงาและมีขี้ไหมคล้ายกัน แต่เรื่องโครงสร้างและความโปร่ง ใส่สบาย ยังไม่สามารถเลียนแบบธรรมชาติได้

ขั้นตอนที่ 2
หากผ้าไหมที่เราซื้อมามีความเงาและมีขี้ไหมก็ยังไม่สามารถวางใจได้ 100% เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถใช้เส้นใยสังเคราะห์ทำให้ใกล้เคียงกันได้ แต่โครงสร้างของเส้นใยต่างกัน
วิธีพิสูจน์ลำดับต่อไปก็คือ ดึงเส้นไหมจากผ้าทั้งในแนวตั้งและในแนวนอน เนื่องจากบางครั้งจะมีการปลอมเพียงครึ่งเดียว คือ ปลอมเฉพาะทางทอหรือแนวนอนเท่านั้น แต่ทางยืนหรือแนวตั้งจะเป็นเส้นไหมจริง ดังนั้น การทดสอบจึงควรดูทั้ง 2 แนวผ้า เมื่อดึงเส้นด้ายมาแล้วลองจุดไฟเพื่อสังเกตุ ถ้าเป็นเส้นไหมแท้ ๆ เมื่อโดนไฟจะลุกเป็นเปลวเหลือง เถ้าเป็นก้อนสีดำ มีกลิ่นเหมือนเส้นผมหรือขนนกไหม้แล้วจะหดเล็กน้อย แต่ไม่รวมเป็นก้อนเหมือนเส้นใยสังเคราะห์ ตรงนี้จะเป็นจุดแตกต่างที่สำคัญ กล่าวคือลักษณะของเส้นใยสังเคราะห์ที่มีความเงาจะมีส่วนผสมของพลาสติก ถ้าเป็นไหมเทืยมจะลุกไหม้อย่างรวดเร็วเหลือเถ้าน้อยมาก มีกลิ่นเหมือนพลาสติกไหม้

ขั้นตอนที่ 3
สังเกตที่ความเปราะของเส้นใยถ้าเป็นผ้าไหมแท้เส้นใยจะเป็นธรรมชาติ มีโครงสร้างที่เล็ก เมื่อถูกไฟจะเปราะและเมื่อใช้นิ้วขยี้ก็จะแตกเป็นเถ้า ส่วนกลิ่นก็จะไม่เหม็นมากและเป็นกลิ่นธรรมชาติ แต่ถ้าเป็นไหมสังเคราะห์จะมีกลิ่นเหมือนพลาสติกไหม้และจะไม่เป็นเถ้าหรือผงแต่จะหดตัวและเป็นก้อนติดกัน เพราะเส้นใยสังเคราะห์จะมีส่วนผสมของพลาสติก